ดังนั้น เมื่อระบบ Blockchain มีขั้นตอนการทำงานตามที่กล่าวมา ผู้ที่จะเข้ามาขโมย (Hack) เอาเงินคริปโต้ ของใครที่เก็บไว้ในระบบ Blockchain ได้ จึงจะต้องเจาะเข้าไปหลายชั้น ดังนี้

1. ต้องเจาะเข้าไปเพื่อหารหัสลับของบล๊อกที่จะเข้าไปขโมยเงิน

2. ต้องเจาะเข้าไปเอาข้อมูลในการพิสูจน์ทราบตัวตน(Verify)

3. ต้องเจาะเข้าไปในทุกๆบล๊อกที่อยู่ใน Blockchain เพื่อให้ทำการเห็นชอบในการทำธุรกรรม (Consensus) คือ ขโมยเงินคริปโต้ของเราออกมา

ดังนั้นถ้ายิ่งมีบล๊อกย่อยๆเก็บอยู่ในระบบ Blockchain มากเท่าใด การจะเจาะเข้าไปเพื่อขโมยเงินในบัญชีของใครที่เก็บอยู่ในระบบ Blockchain ก็ยิ่งจะทำแทบไม่ได้เลย ถ้าจะทำได้คงต้องใช้เวลาและเงินทุนจำนวนมหาศาล จึงจะเจาะเข้าไปได้

จึงสรุปได้ว่า การเก็บข้อมูลใดๆไว้ในระบบ Blockchain นั้นจะให้ความปลอดภัยที่สูงที่สุดในปัจจุบัน ที่ยังไม่มีระบบใดสามารถจะทำได้เท่าระบบบล็อกเชน

ดังนั้น เงิน Cryptocurrency ที่นำมาเก็บไว้ในระบบ Blockchain จึงให้ความปลอดภัยสูงสุด

และด้วย เทคโนโลยี่ของ Cryptography และ Blockchain จึงทำให้เงิน Cryptocurrency มีความน่าเชื่อถือ (Trust)และได้มีผู้คนในหลายประเทศในโลกได้นำเอาเงิน Cryptocurrency มาใช้กันแล้ว ตั้งแต่ปี 2009 เป็นต้นมาจนถึงปัจจุบัน

(อ่านรายละอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับระบบ Blockchain ได้ใน "Blockchain Tecnology" Sutardja Center for Entrepreneurship & Technology, Berkeley Engineering, University of Berkley)

                                                            หน้าต่อไป